 |
|
| |
กำเนิดปิโตรเลียม
| เมื่อหลายล้านปี
ทะเละต็มไปด้วยสัตว์ และพืชเล็ก ๆ จำพวกจุลินทรีย์ เมื่อสิ่งมีชีวิตตายลงจำนวนมหาศาล
ก็จะตกลงสู่ก้นทะเล และถูกทับถมด้วยโคลน และทราย |
 |
 |
แม่น้ำ
จะพัดพากรวดทราย และโคลนสู่ทะเล ปีละหลายแสนตัน ซึ่งกรวด
ทราย และโคลน จะทับถมสัตว์ และพืชสลับทับซ้อนกัน เป็นชั้น
ๆ อยู่ตลอดเวลา นับเป็นล้านปี |
| การทับถมของชั้นตะกอนต่าง
ๆ มากขึ้น จะหนานับร้อยฟุต ทำให้เพิ่มน้ำหนักความกดและบีบอัด
จนทำให้ทราย และชั้นโคลน กลายเป็นหินทราย และหินดินดาน ตลอดจนเกิดกลั่นสลายตัว
ของสัตว์ และพืชทะเล เป็นน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ |
 |
 |
น้ำมันดิบ
และก๊าญธรรมชาติ มีความเบา จะเคลื่อนย้าย ไปกักเก็บอยู่ในชั้นหินเนื้อพรุน
เฉพาะบริเวณที่สูงของโครงสร้างแต่ละแห่ง และจะถูกกักไว้ด้วยชั้นหินเนื้อแน่น
ที่ปิดทับอยู่ |
อ้างอิง
: กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
75/10 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทร 0 2202 3651-2 โทรสาร 0 2202 3652 |
| |
ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม
น้ำมันดิบหรือปิโตรเลียม มีส่วนประกอบเป็นธาตุคาร์บอน และไฮโดรเจน
และอาจมีธาตุอื่นๆปะปนอยู่ด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำมันดิบแต่ละที่จะมีองค์ประกอบ
แตกต่างกัน การนำน้ำมันดิบมาใช้ประโยชน์ ต้องผ่านกระบวนการกลั่นแยก
ซึ่งเรียกว่า การกลั่นลำดับส่วน เพื่อแยกน้ำมันดิบออกเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆจำนวนมาก
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นลำดับส่วนน้ำมันดิบ จะมีองค์ประกอบชนิดใดมากหรือน้อย
ขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำมันดิบ เช่น บางแหล่งกลั่นได้น้ำมันดีเซลมาก
หรือบางแห่งอาจจะได้น้ำมันเบนซินมาก เป็นต้น |
| |
ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นน้ำมั้นปิโตรเลียม
เรียกว่า สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจน และคาร์บอน
จำนวนแตกต่างกัน มีตั้งแต่โมเลกุลที่มีคาร์บอน 1 อะตอม ขึ้นไปจนถึงกว่า
50 อะตอม ถ้าโมเลกุลที่มีจำนวน 1 - 4 อะตอม จะมีสถานะเป็นแก๊ส
เมื่อจำนวนคาร์บอนเพิ่มขึ้น สถานะจะเป็นของเหลว และมีความข้นเหนียวมากขึ้นตามจำนวนคาร์บอน
ซึ่งโมเลกุลเหล่านี้ นำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะแตกต่างกันดังข้อมูลในตารางนี้ |
| |
จำนวนคาร์บอนอะตอม |
สถานะ |
จุดเดือด
(เซลเซียส) |
ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ |
1
- 4 |
แก๊ส |
น้อยกว่า
30 |
แก๊สหุงต้ม |
5
- 7 |
ของเหลว |
30
- 110 |
ตัวทำละลายในอุตสาหกรรม |
6
- 12 |
ของเหลว |
65
- 170 |
น้ำมันเบนซิน |
10
- 14 |
ของเหลว |
170
- 250 |
น้ำมันก๊าด
เครื่องบินไอพ่น |
14
- 19 |
ของเหลว |
250
- 340 |
น้ำมันดีเซล |
19
- 35 |
ของเหลวข้น |
มากกว่า
350 |
น้ำมันหล่อลื่น |
35
- 40 |
เหลวหนืด |
มากกว่า
400 |
น้ำมันเตา |
40
- 50 |
กึ่งเหลวกึ่งแข็ง |
มากกว่า
400 |
เทียนไข
จารบี แว็กซ์ |
มากกว่า
50 |
กึ่งแข็งจนถึงแข็ง |
มากกว่า
400 |
ยางมะตอย |
|
| |
เลขออกเทน
(Octane number) ค่าตัวเลขที่แสดงเป็นร้อยละโดยมวลของไอโซออกเทนในของผสมระหว่างไอโซออกเทน(C8H18) และเฮปเทน
(C7H16)
ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ เลขออกเทนเป็นตัวเลขที่ใช้บอกคุณภาพของน้ำมันเบนซินในรถยนต์
|
| |
น้ำมันเบนซิน
ที่มีสมบัติการเผาไหม้เช่นเดียวกับไอโซออกเทนหมด เรียกน้ำมันเบนซินนั้นว่ามีเลขออกเทนเป็น
100
น้ำมันเบนซิน ที่มีสมบัติการเผาไหม้เช่นเดียวกับเฮปเทนหมด เรียกน้ำมันเบนซินนั้นว่ามีเลขออกเทนเป็น
0
น้ำมันเบนซิน ที่มีเลขออกเทน 70 คือ น้ำมันเบนซินที่มีสมบัติการเผาไหม้เช่นเดียวกับเชื้อเพลิงที่มีไอโซออกเทนร้อยละ
70 และเฮปเทนร้อยละ 30 โดยมวล
อนึ่งน้ำมันเบนซินในปัจจุบันมักจะพบว่ามีเลขออกเทนต่ำ เพื่อปรับปรุงน้ำมันให้มีเลขออกเทนสูงขึ้นด้วยการเติมเตตระเอธิลเลด
(CH3CH2)4 Pb ย่อว่า TEL ลงในน้ำมันเบนซิน ทำให้น้ำมันมีเลขออกเทนสูงขึ้น
แต่ก็ก่อให้เกิดสาร Pb เป็นสารมลพิษ
เลขซีเทน (Cetane number)
คือ ค่าตัวเลขที่แสดงเป็นร้อยละโดยมวลของซีเทน ในของผสมระหว่างซีเทน
(C16H34) และแอลฟาเมทิลแนฟทาลีน (C11H10) ซึ่งเกิดการเผาไหม้หมด
|
| |
เลขซีเทนเป็นตัวเลขที่ใช้บอกคุณภาพของน้ำมันดีเซล
น้ำมันดีเซลที่มีเลขซีเทน
100 คือ น้ำมันดีเซลที่มีสมบัติการเผาไหม้เช่นเดียวกับซีเทน 100%
โดยมวล
น้ำมันดีเซลที่มีเลขซีเทน
0 คือ น้ำมันดีเซลที่มีสมบัติการเผาไหม้เช่นเดียวกับแอลฟาเมทิลแนฟทาลีน
100% โดยมวล
น้ำมันดีเซลที่มีเลขซีเทน
80 คือ น้ำมันดีเซลที่มีสมบัติการเผาไหม้เช่นเดียวกับซีเทนร้อยละ
80 โดยมวล ในการผสมระหว่างซีเทน และแอลฟาเมทิลแนฟทาลีน |